ผลิตถุงพลาสติก โรงงานผลิต จำหน่าย ออกแบบ Production of Plastic Bags

ผลิตถุงพลาสติก บริษัท พลาสติชัน จำกัด เป็นโรงงานผู้ผลิต จัดจำหน่าย และรับออกแบบถุงพลาสติกจากวัตถุดิบประเภท HD LDPE LLDPE PP เพื่อใช้ใน กิจการร้านค้า ธุรกิจและงานต่างๆ ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี ในอุตสาหกรรมการผลิตพลาสติก ยินดีให้บริการงานถุงพลาสติกราคาพิเศษ งานคุณภาพทุกระดับด้วยความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับงานถุงพลาสติก พร้อมให้คำแนะนำ อธิบายเรื่องของสินค้าตามความเหมาะสมกับการใช้งานของคุณ producing plastic bags Plastisons Co., Ltd. is a manufacturer and distributor of plastic bags by design type HD LDPE LLDPE PP material for use in enterprise shops. Business and events With over 20 years experience in the manufacture of plastics. Welcome to plastic bags with the quality of all levels of expertise about plastic bags. With advice Describes the product as appropriate to your need.

FAQ

  • A:
  • พลาสติกมีโครงสร้างพิเศษ คือมีโมเลกุลที่เชื่อมต่อกันยาวกว่าสารชนิดอื่น มากมายนับเป็นพันเท่า ทำให้พลาสติกมีคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างดังนี้คือ
           1.  คุณสมบัติทางกล คือ มีความแข็งแรง เหนียว ยืดหยุ่น ทนแรงกระแทกได้ดี มีความทนทานทางกลสูง
           2.  คุณสมบัติทางไฟฟ้า คือเป็นฉนวนไฟฟ้า
           3.  คุณสมบัติทางเคมี คือมีน้ำหนักดมเลกุลสูง มีจุดหลอมเหลวสูง ตั้งแต่ 80-150 องศาเซลเซียส ที่อุณหภูมต่ำจะแข็ง และส่วนใหญ่มีความถ่วงจำเพาะต่ำ จึงมีน้ำหนักเบา ทนต่อกรดด่างและสารเคมีอื่น ๆ รวมทั้งไม่ทำปฏิกิริยากับสารอนินทรีย์
    พลาสติกมีโครงสร้างพิเศษ คือมีโมเลกุลที่เชื่อมต่อกันยาวกว่าสารชนิดอื่น มากมายนับเป็นพันเท่า ทำให้พลาสติกมีคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างดังนี้คือ
           1.  คุณสมบัติทางกล คือ มีความแข็งแรง เหนียว ยืดหยุ่น ทนแรงกระแทกได้ดี มีความทนทานทางกลสูง
           2.  คุณสมบัติทางไฟฟ้า คือเป็นฉนวนไฟฟ้า
           3.  คุณสมบัติทางเคมี คือมีน้ำหนักดมเลกุลสูง มีจุดหลอมเหลวสูง ตั้งแต่ 80-150 องศาเซลเซียส ที่อุณหภูมต่ำจะแข็ง และส่วนใหญ่มีความถ่วงจำเพาะต่ำ จึงมีน้ำหนักเบา ทนต่อกรดด่างและสารเคมีอื่น ๆ รวมทั้งไม่ทำปฏิกิริยากับสารอนินทรีย์
  • A:
  • เราสามารถตรวจสอบได้กับผู้ขายเม็ดโดยตรง เนื่องจากพลาสติกแต่ละชนิดนั้นมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน อาจจะได้รับ การปรับปรุงคุณสมบัติให้ทนต่อความร้อน หรือทนต่อความเย็นได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังอยู่ที่การใช้งานว่าใช้งานได้ที่อุณหภูมิเท่าไร ซึ่งคุณสมบัติที่ใช้ดูว่าพลาสติกทนต่อความร้อนได้ดีขนาดไหนคือ
           1.  จุดหลอมเหลว 
           2.  VICAT/ HDT คืออุณหภูมิที่พลาสติกเริ่มอ่อนตัว เมื่อได้รับความร้อน ถ้าหาก ข้อ 1 และ 2 นี้มีค่าสูง แสดงว่าทนต่อความร้อนได้ดี มักอยู่ในพลาสติกกลุ่ม Engineering Plastic 
           3.  การทนต่อแรงกระแทก Impact strength at low มักจะทดสอบที่อุณหภูมิ 23 และ –23 องศาเซลเซียส ถ้าหากมี ค่าสูงแสดงว่ามีความเหนียวสูง
    เราสามารถตรวจสอบได้กับผู้ขายเม็ดโดยตรง เนื่องจากพลาสติกแต่ละชนิดนั้นมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน อาจจะได้รับ การปรับปรุงคุณสมบัติให้ทนต่อความร้อน หรือทนต่อความเย็นได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังอยู่ที่การใช้งานว่าใช้งานได้ที่อุณหภูมิเท่าไร ซึ่งคุณสมบัติที่ใช้ดูว่าพลาสติกทนต่อความร้อนได้ดีขนาดไหนคือ
           1.  จุดหลอมเหลว 
           2.  VICAT/ HDT คืออุณหภูมิที่พลาสติกเริ่มอ่อนตัว เมื่อได้รับความร้อน ถ้าหาก ข้อ 1 และ 2 นี้มีค่าสูง แสดงว่าทนต่อความร้อนได้ดี มักอยู่ในพลาสติกกลุ่ม Engineering Plastic 
           3.  การทนต่อแรงกระแทก Impact strength at low มักจะทดสอบที่อุณหภูมิ 23 และ –23 องศาเซลเซียส ถ้าหากมี ค่าสูงแสดงว่ามีความเหนียวสูง
  • A:
  • สามารถทำได้ในขั้นตอนก่อนการฉีดหรือเป่าขึ้นรูป ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้
           1.  ผงสี ใช้ผสมโดยตรงกับเม็ดพลาสติกที่จะนำไปใช้ขึ้นรูป โดยเมื่อผ่านเครื่องฉีดสีก็จะกระจายตัวเข้าไปในเนื้อพลาสติก การผสมสีวิธีนี้มีข้อดีคือ ต้นทุนต่ำ แต่ข้อเสียคือผลิตภัณฑ์ที่ได้อาจมีสีไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้การผสมสีแต่ละครั้ง (Batch) อาจจะได้สีที่แต่กต่างกันเนื่องจากปริมาณของสีที่ไม่คงที่เนื่องจากการชั่งในแต่ละครั้งย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ถึงแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่สัดส่วนเพียง 2-5 % ย่อมเห็นความแตกต่างได้
           2.  เม็ดสีเข้มข้น (Master Batch) เม็ดสีเข้มข้นคือผงสีผสมกับเม็ดพลาสติกพื้นฐาน (Base Resin) มักใช้ PE และอาจผสมตัวช่วยกระจายสี (Dispersing Agent) การผสมสีโดยวิธีนี้จะสามารถควบคุมคุณภาพสี ความสม่ำเสมอของสีได้ดีมากกว่าใช้ผงสีโดยตรง แต่ต้นทุนจะสูงขึนเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรระวังก็คือ ควรเลือกเม็ดสีเข้มข้นที่ใช้ base ตัวเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันกับพลาสติกที่จะใช้ผลิต เพื่อป้องกันปัญหาการแยกชั้นของเนื้อพลาสติกและช่วยในการกระจายสีได้ดียิ่งขึ้น.
           3. ผสมสีตัดเป็นเม็ดก่อนนำไปฉีด (Compounding) นำผงสีและเม็ดพลาสติกผ่านขั้นตอนการรีดตัดเม็ดก่อนหนึ่งครั้งก่อนที่จะนำไปผลิตตามต้องการ ซึ่งจะช่วยให้สีกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมคุณภาพของสีได้ดีกว่าทั้งสองวิธีขั้นตอน อย่างไรก็ตามการผสมสีวิธีนี้ มีต้นทุนการผลิตสูงสุด และการที่เม็ดพลาสติกผ่านเครื่องหลายรอบย่อมมีผลต่อคุณสมบัติทางกลของเม็ดพลาสติกได้.
     
    ถึงแม้ว่าผู้ผลิตจะเลือกวิธีใดในการผสมสีก็ตาม สิ่งที่สำคัญในการเลือกสีที่ใช้ผสมเพื่อผลิตภาชนะบรรจุอาหารก็คือชนิดของสีที่ใช้ควรจะไม่เป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ ไม่ควรมีโลหะหนักเจือปน ถึงแม้ว่สีที่มีคุณภาพนั้นจะมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อย แต่เพื่อคุณภาพของสินค้า และสุขภาพของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าดังกล่าวไปใช้ย่อมแสดงให้เห็นถึงความรับผิดขอบต่อสังคมได้เป็นอย่างดี
     
     
    สามารถทำได้ในขั้นตอนก่อนการฉีดหรือเป่าขึ้นรูป ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้
           1.  ผงสี ใช้ผสมโดยตรงกับเม็ดพลาสติกที่จะนำไปใช้ขึ้นรูป โดยเมื่อผ่านเครื่องฉีดสีก็จะกระจายตัวเข้าไปในเนื้อพลาสติก การผสมสีวิธีนี้มีข้อดีคือ ต้นทุนต่ำ แต่ข้อเสียคือผลิตภัณฑ์ที่ได้อาจมีสีไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้การผสมสีแต่ละครั้ง (Batch) อาจจะได้สีที่แต่กต่างกันเนื่องจากปริมาณของสีที่ไม่คงที่เนื่องจากการชั่งในแต่ละครั้งย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ถึงแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่สัดส่วนเพียง 2-5 % ย่อมเห็นความแตกต่างได้
           2.  เม็ดสีเข้มข้น (Master Batch) เม็ดสีเข้มข้นคือผงสีผสมกับเม็ดพลาสติกพื้นฐาน (Base Resin) มักใช้ PE และอาจผสมตัวช่วยกระจายสี (Dispersing Agent) การผสมสีโดยวิธีนี้จะสามารถควบคุมคุณภาพสี ความสม่ำเสมอของสีได้ดีมากกว่าใช้ผงสีโดยตรง แต่ต้นทุนจะสูงขึนเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรระวังก็คือ ควรเลือกเม็ดสีเข้มข้นที่ใช้ base ตัวเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันกับพลาสติกที่จะใช้ผลิต เพื่อป้องกันปัญหาการแยกชั้นของเนื้อพลาสติกและช่วยในการกระจายสีได้ดียิ่งขึ้น.
           3. ผสมสีตัดเป็นเม็ดก่อนนำไปฉีด (Compounding) นำผงสีและเม็ดพลาสติกผ่านขั้นตอนการรีดตัดเม็ดก่อนหนึ่งครั้งก่อนที่จะนำไปผลิตตามต้องการ ซึ่งจะช่วยให้สีกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมคุณภาพของสีได้ดีกว่าทั้งสองวิธีขั้นตอน อย่างไรก็ตามการผสมสีวิธีนี้ มีต้นทุนการผลิตสูงสุด และการที่เม็ดพลาสติกผ่านเครื่องหลายรอบย่อมมีผลต่อคุณสมบัติทางกลของเม็ดพลาสติกได้.
     
    ถึงแม้ว่าผู้ผลิตจะเลือกวิธีใดในการผสมสีก็ตาม สิ่งที่สำคัญในการเลือกสีที่ใช้ผสมเพื่อผลิตภาชนะบรรจุอาหารก็คือชนิดของสีที่ใช้ควรจะไม่เป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ ไม่ควรมีโลหะหนักเจือปน ถึงแม้ว่สีที่มีคุณภาพนั้นจะมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อย แต่เพื่อคุณภาพของสินค้า และสุขภาพของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าดังกล่าวไปใช้ย่อมแสดงให้เห็นถึงความรับผิดขอบต่อสังคมได้เป็นอย่างดี
     
     
  • A:
  • ถุงเย็น ทำมาจากเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีน ชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDPE) ถุงมีลักษณะค่อนข้างใส นิ่ม ยืดหยุ่นพอสมควร ใช้บรรจุของทั่วไป รวมทั้งอาหารแช่แข็งได้
           
    ถุงร้อน ส่วนใหญ่ทำมาจากเม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีน (PP) ถุงมีลักษณะใสมาก และมีความกระด้างกว่าถุงเย็น สามารถบรรจุของร้อนได้ถึงจุดน้ำเดือด แต่ไม่เหมาะกับการบรรจุอาหารแช่แข็ง เพราะพลาสติกจะเปราะ อีกชนิดหนึ่งทำจากเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) ถุงจะมีลักษณะบางขุ่น
     
    ถุงหูหิ้ว โดยทั่วไปทำจากพลาสติกโพลิเอทิลีน ชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) และชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDPE)ส่วนใหญ่ใช้กันอย่างแพร่หลายตามห้างร้านทั่วไปตามห้างสรรพสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆมักไม่ใช้บรรจุอาหารหรือสัมผัสอาหารโดยตรง
     
    ถุงซิบ เป็นถุงที่ปากถุงมีล็อคเพื่อความสะดวกในการเปิดและปิด ใช้บรรจุอาหารสำเร็จรูปประเภทของแห้งและยาเม็ด ส่วนมากทำจากโพลิเอทิลีน ชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDPE)
     
    ถุงพลาสติกอื่นๆที่ใช้ในอุตสาหกรรม ถุงชนิดนี้มีมากมายให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม มีทั้งที่ทำจากฟิล์มพลาสติกชั้นเดียวและประเภทหลายชั้น ตามร้านที่จำหน่ายอาหารสำเร็จรูป เช่น ร้านขายอาหารกระป๋องหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต เราจะเห็นมีอาหารสำเร็จรูปบรรจุในถุงพลาสติกหลายชนิด ที่หน้าถุงมักมีรูปภาพตัวหนังสือพิมพ์ไว้อย่างสวยงามเป็นที่ดึงดูดความสนใจแก่ผู้ซื้อ
           
    ถุงพลาสติกบรรจุอาหารที่จำหน่ายอยู่ตามร้านค้าทั่วไปนั้นมีลักษณะสีสรรแตกต่างกันไป บางชนิดไม่มีสีและโปร่งแสง บางชนิดมีสีขาวใส บางชนิดมีสีขาวใส่ขุ่นและทึบแสง บางชนิดมีสีต่างๆ เช่น สีน้ำตาล เขียว เหลือง เป็นต้นนั้น ผู้บริโภคบางท่านอาจไม่ทราบว่าบางชนิดทำด้วยแผ่นพลาสติกเพียงชั้นเดียว บางชนิดจะทำด้วยพลาสติกหลายชั้นและต่างชนิดประกบกันเรียกว่า ลามิเนท (Laminate)
    ถุงเย็น ทำมาจากเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีน ชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDPE) ถุงมีลักษณะค่อนข้างใส นิ่ม ยืดหยุ่นพอสมควร ใช้บรรจุของทั่วไป รวมทั้งอาหารแช่แข็งได้
           
    ถุงร้อน ส่วนใหญ่ทำมาจากเม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีน (PP) ถุงมีลักษณะใสมาก และมีความกระด้างกว่าถุงเย็น สามารถบรรจุของร้อนได้ถึงจุดน้ำเดือด แต่ไม่เหมาะกับการบรรจุอาหารแช่แข็ง เพราะพลาสติกจะเปราะ อีกชนิดหนึ่งทำจากเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) ถุงจะมีลักษณะบางขุ่น
     
    ถุงหูหิ้ว โดยทั่วไปทำจากพลาสติกโพลิเอทิลีน ชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) และชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDPE)ส่วนใหญ่ใช้กันอย่างแพร่หลายตามห้างร้านทั่วไปตามห้างสรรพสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆมักไม่ใช้บรรจุอาหารหรือสัมผัสอาหารโดยตรง
     
    ถุงซิบ เป็นถุงที่ปากถุงมีล็อคเพื่อความสะดวกในการเปิดและปิด ใช้บรรจุอาหารสำเร็จรูปประเภทของแห้งและยาเม็ด ส่วนมากทำจากโพลิเอทิลีน ชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDPE)
     
    ถุงพลาสติกอื่นๆที่ใช้ในอุตสาหกรรม ถุงชนิดนี้มีมากมายให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม มีทั้งที่ทำจากฟิล์มพลาสติกชั้นเดียวและประเภทหลายชั้น ตามร้านที่จำหน่ายอาหารสำเร็จรูป เช่น ร้านขายอาหารกระป๋องหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต เราจะเห็นมีอาหารสำเร็จรูปบรรจุในถุงพลาสติกหลายชนิด ที่หน้าถุงมักมีรูปภาพตัวหนังสือพิมพ์ไว้อย่างสวยงามเป็นที่ดึงดูดความสนใจแก่ผู้ซื้อ
           
    ถุงพลาสติกบรรจุอาหารที่จำหน่ายอยู่ตามร้านค้าทั่วไปนั้นมีลักษณะสีสรรแตกต่างกันไป บางชนิดไม่มีสีและโปร่งแสง บางชนิดมีสีขาวใส บางชนิดมีสีขาวใส่ขุ่นและทึบแสง บางชนิดมีสีต่างๆ เช่น สีน้ำตาล เขียว เหลือง เป็นต้นนั้น ผู้บริโภคบางท่านอาจไม่ทราบว่าบางชนิดทำด้วยแผ่นพลาสติกเพียงชั้นเดียว บางชนิดจะทำด้วยพลาสติกหลายชั้นและต่างชนิดประกบกันเรียกว่า ลามิเนท (Laminate)